Welcome Guest [Log In] [Register]
Add Reply
คำบรรยายวิชา PS 504; ดร.อัจรา ไล่สัตรูไกล
Topic Started: Jun 11 2011, 12:00 PM (1,670 Views)
modmint
Administrator
คำบรรยายวิชา PS 504 ภาษาอังกฤษทางรัฐศาสตร์
ดร.อัจรา ไล่สัตรูไกล วันที่ 6 มิถุนายน 2551

ขอบเขตการบรรยาย
1.Break the Ice
2.Reading Strategy (กลยุทธ์ในการอ่าน)
3.Home Work (อ่านเรื่อง Democracy in Southeast Asia
การเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)
4.Group Working
5.Group Presentation and Discussion
Break the Ice (เป็นการทำกิจกรรมในห้องเรียน)
1.Introduce Your Self แนะนำตัวเอง
ตัวอย่าง
Good afternoon my teacher, my Sister and Brother. May I introduce my self. My name is SUPASITA my nickname is TUN (ตุ่น) I am a Teacher for primary school I work at ยางชุมน้อย Municipality.
สวัสดีค่ะคุณครูและพี่ๆน้องๆทุกคน ดิฉันขอแนะนำตัว..ดิฉันชื่อ
สุภาษิตาชื่อเล่นตุ่น ฉันเป็นครูโรงเรียนประถมที่เทศบาลยางชุมน้อย
อาชีพ/ที่ทำงาน
Accountants นักบัญชี
Financial งานด้านการเงิน
Office of Culture/ สำนักงานวัฒนธรรม
Municipality เทศบาล
Government Officer / Government Service ข้าราชการ
Sub-district กิ่งอำเภอ
Cooperation สหกรณ์
Social development Center สำนักงานพัฒนาสังคม
Provincial administration Organization องค์การบริหารส่วนจังหวัด
Local administration officer สำนักงานท้องถิ่น
Veterinarian สัตวแพทย์
****



Reading Strategy กลยุทธ์ในการอ่าน ทำอย่างไรจึงจะอ่านได้รู้เรื่อง (How to read effectively?)
การอ่านเป็นกระบวนการในการแก้ปัญหา การจะอ่านให้ให้รู้เรื่องต้องมีทักษะหลายอย่างประกอบกัน การอ่านที่มีประสิทธิภาพอาศัยความสามารถของผู้อ่านที่ต้องอาศัยทักษะหรือกลยุทธ์ในการอ่าน เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น เช่น ปัญหา Don’t Know the meaning some vocabulary ไม่เข้าใจความหมายศัพท์บางตัว
กลยุทธ์ในการอ่านช่วยให้นักศึกษาที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองหรือไม่ใช่ภาษาประจำชาติ (Native Language) ของตนเองอ่านได้รู้เรื่อง
อย่าตกใจเมื่อเจอศัพท์ที่ไม่คุ้นเคย (Unfamiliarity /or Unknow Vocabulary) แต่ให้อ่านต่อไป (Continue Reading) การไม่รู้ศัพท์ 1 ตัวแต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่รู้เรื่องทั้งเรื่อง เพราะจะมีทักษะพื้นฐานที่จะช่วยเราได้เช่น
1.สภาพแวดล้อมของคำศัพท์ (Context Clue) หรือโครงสร้างทางไวยากรณ์ช่วยให้เราเดาความหมายได้ (คำว่า Clue หมายถึงร่องรอย)
2.การวิเคราะห์คำ (Word Analysis) เช่นคำว่าการเข้าใจ Understand จะมีความหมายตรงข้ามกับคำว่า Misunderstand หรือไม่เข้า แสดงว่าเรารู้ว่า mis =not และถ้าในเรื่องนั้นมีคำว่า misplace เราก็จะรู้ว่าหมายถึงการวางผิดที่ เพราะ Place แปลว่าวาง
3.ทักษะสุดท้ายคือการเปิดพจนานุกรม
(คำที่ใช้เติมข้างหน้าคำศัพท์หรือ Prefix เช่น Mis / Un )
ทั้งนี้การเดาความหมายของศัพท์ที่เราไม่คุ้นเคนจากสภาพแวดล้อมของประโยค อาศัยทักษะต่อไปนี้
1.ดูจากชื่อเรื่องหรือหัวข้อ (Topic) ที่เราอ่าน
2.ดูศัพท์ที่ใกล้เคียง
3.ดูโครงสร้างทางไวยากรณ์ในประโยค
เทคนิค Context Clue
เป็นไปไม่ได้ที่เราจะรู้ความหมายทุกคำที่เราอ่าน แต่ถ้าเราฝึกหัดในการเดาอย่างมีทักษะ เราจะสามารถรวบรวมความเข้าใจจนพอจะเข้าใจคำศัพท์ ย่อหน้า หรือเนื้อหาที่เราอ่านได้
ในการจะเข้าใจเราจะต้องรู้เรื่องไวยากรณ์และเข้าใจความคิดของผู้เขียน เช่นถ้าเราจะอ่านเรื่องประชาธิปไตยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
1.ใช้ความหมายของคำศัพท์อื่นๆในประโยคในการค่อยตัดทอนความหมายอื่นๆออก
2.ใช้เครื่องหมายวรรคตอนในการเดา
3.เวลาอ่านให้เข้าใจเพียงกว้างๆก็พอแล้ว ไม่จำเป็นต้องเข้าใจอย่างชัดแจ้ง
4.การไม่เข้าศัพท์เพียงไม่กี่ตัวอย่าเหมาว่าเราไม่เข้าใจทั้งหมด (ปัญหานักเรียนไทยคือพออ่านไม่เข้าใจในตอนแรกๆแล้วคิดว่าไม่เข้าใจทั้งหมด และมักเลิกอ่าน)
แบบฝึกหัดที่ 1
ลองเดาความหมายจากตัวอย่างประโยคที่เว้นคำศัพท์เอาไว้
1.I remove ……….from the shelf and began to read.
ฉันดึง (ย้าย)..........ออกจากหิ้งก่อนที่จะลงมืออ่าน
**ตรงนี้เราจะรู้ได้ทันทีว่าศัพท์ที่เว้นเอาไว้คือ the book หรือหนังสือ เพราะคำที่ช่วยเราคือคำว่า read
2.Harvey is a thief he would......the gold from his mother teeth and not feel guilty.
ฮาร์วีย์เป็นโจร (Thief) เขาสามารถ.... ….ฟันเลี่ยมทองจากปากของแม่โดยไม่รู้สึกผิด
**เราก็จะรู้ว่าศัพท์ที่หายไปคือ steal ที่แปลว่าขโมย จากคำที่แวดล้อมคือ thief และ gold
3.Our uncle was a…….. who never stay one place.
ลุงของเราเป็น.......ไปเรื่อยๆและไม่ชอบอยู่ที่ใดที่หนึ่ง
**ศัพท์ตรงนี้จะต้องเติมคำที่หมายถึงพวกเร่ร่อน คือ wanderers
4.I like his brother who is truly hansom unlike Robert is.....(ugly) .
จากตัวอย่างเราจะพบว่าในการอ่านเราไม่รู้ศัพท์บางตัวเราก็สามารถเดา (Guessing) ได้ โดยการเดาความหมายของศัพท์จากสิ่งที่อยู่รอบๆ
ทั้งนี้การอ่านมีหลายระดับถ้าอ่านเพื่อ ความเข้าใจ Reading for Comprehension เราสามารถใช้การละศัพท์บางตัวเพื่อให้เราเข้าใจเรื่องได้ แต่ถ้าเราเป็นนักแปลเราจำเป็นต้องเข้าใจทุกตัว ทุกความหมายของคำ
How to read understanding
1.อ่านอย่างคร่าวๆ
-การอ่านชื่อเรื่องจะช่วยให้เข้าใจได้คร่าวแล้วว่าเป็นเรื่องอะไร เช่น
Monarchy in the Thai Society หมายถึงเรื่องระบบกษัตริย์ในสังคมไทย
-ชื่อผู้เขียนก็จะช่วยให้เราเดาได้ว่าจะเขียนเรื่องอะไร เช่นหากเป็นสุทธิชัย หยุ่นก็น่าจะเดาได้ว่าจะเขียนเรื่องของข่าวสาร หรือเรื่องข่าวต่างประเทศ
-หัวเรื่องย่อยหรือชื่อรอง (Sub title) ของเรื่องก็จะเป็นตัวชี้เนื้อหาของเรื่องเช่นกัน
-อ่านบทนำ (Introduction) และบทสรุปก่อน (Conclusion) ก็จะช่วยคาดเดาได้ว่าเรื่องที่อ่านเกี่ยวกับเรื่องอะไร
เช่นในบทความเรื่อง Democracy in Southeast Asia เราก็จะรู้ว่าเป็นเรื่องประชาธิปไตยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งในย่อหน้าแรกจะมีคำว่า Democracy ซ้ำๆหลายครั้งสะท้อนว่าเป็นบทความที่พูดถึงการปกครองแบบประชาธิปไตย
จากนั้นเราก็ไปอ่านในบทสรุป ว่าข้อเขียนเป็นการสังเกตอย่างหมายๆถึงประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
2.เทคนิคการอ่านให้เข้าใจจะต้องใช้เวลาฝึกฝน (Practice)
การทำความเข้าใจกับประโยค (Sentence)
1.ประโยคพื้นฐาน/ประโยคอย่างง่าย (Simple Sentence) คือประโยคที่ประกอบด้วย ประธาน กิริยา และกรรม เพียงตัวและสองตัว
เช่น Monie Mix and Jack look…… (ศัพท์ตรงนี้ฟังไม่ชัด) my car replace the oil filter and clean the spark plug.
2.ประโยค Compound /Double Sentence
เป็นประโยคโดยมักจะมีประโยคพื้นฐานมาอยู่ด้วยกัน 2 ประโยค และมีคำเชื่อมต่าง เข้ามาเชื่อประโยคพื้นฐาน เช่นคำว่า and และ / but แต่ / for สำหรับ / or หรือ / no ไม่ / so ดังนั้น / yet ยังคง
เช่น Mother wanted to go shopping but Flex don’t drive her.
แม่ต้องการไปชอบปิ้งแต่เฟล็กไม่ยอมขับรถให้ จะมี 2 ประโยคพื้นฐานมารวมในประโยคเดียวกันคือ โดยมีคำว่า but มาเป็นตัวเชื่อม
ส่วนใหญ่ประโยคที่เราเจอในการอ่านจะเป็นประโยคซับซ้อน
-แม่ต้องการไปชอบปิ้ง
-เฟล็กไม่ยอมขับรถ
3.ประโยคซับซ้อน (Complex Sentence) เกิดจากประโยคพื้นฐาน เหมือนกันแต่ประโยคหนึ่งจะมีตัวเชื่อมที่เรียกว่า (Dependence Word) ซึ่งคำเชื่อมพวกนี้จะมีหลายความหมาย หรือหลายหน้าที่ บางครั้งจะมีความหมายเกี่ยวกับเวลา เช่นคำว่า
-after before
-because เพราะเวลา ()
ตัวอย่าง Because I forgot the time I miss final exam.
เพราะฉันลืมเวลาฉันจึงพลาดการสอบไล่
ประโยคพื้นฐาน 2 ประโยคที่อยู่ในประโยคซับซ้อนจะมีความสำคัญไม่เท่ากัน จากตัวอย่างประโยคแรก I forgot the time. เป็นประโยครอง ส่วน I miss final exam. เป็นประโยคหลัก (Main)
ตัวอย่าง
-While Su was eating breakfast she began to feel sick.
ขณะที่ซูทานอาหารเช้าเธอก็รู้สึกไม่สบาย ประโยคนี้มีเรื่องของเวลา (ขณะที่)เป็นตัวเชื่อม ระหว่างประโยคซูทานอาหารเช้ากับประโยคซูรู้สึกไม่สบายเข้าด้วยกัน
-I check my money before I invite Tom for lunch.
ฉันเช็คเงินของฉันก่อนที่จะเชิญทอมมาทานมื้อเที่ยง คำว่า before ก็จะเชื่อมระหว่างประโยคฉันเช็คเงิน กับประโยคชวนทอมมาทานมื้อเที่ยง
4.ประโยค The Compound Complex Sentence
When the power line snap ,Jack was listening to the radio, and Lynda was reading in bed.
ขณะที่ไฟฟ้าช๊อต (ไม่แน่ใจว่าแปลถูกหรือไม่-ผู้ถอดเทป) แจ๊คกำลังฟังเพลงและลินดากำลังอ่านหนังสืออยู่บนเตียง
จากตัวอย่างส่วนที่เป็น Complex คือ the power line snap ,Jack was listening to the radio ส่วนที่เป็น Compound คือ Lynda was reading in bed
เทคนิคที่ช่วยในการอ่าน
1.Previewing การอ่านคร่าวๆทั่วไปก่อน เช่นอ่านคำขึ้นต้นและบทสรุปก่อน ดูคำที่พิมพ์เป็นตัวใหญ่ก่อน ดูภาพ ดูตาราง ดูสารบัญ โดยยังไม่เจาะในรายละเอียด
2.Scanning for detail กวาดตากว้างๆเพื่อดูรายละเอียด
-ให้พลิกไปดูคำถามก่อน และหาคำที่เป็นหลักสำคัญ เช่น ใคร ทำอะไร เมื่อไหร่ และอย่างไร (who what when why and how) และค่อยกลับไปหาคำตอบ
3.Making inference การสรุปประเด็นจากหลักฐานหรือข้อมูลที่มี เวลาอ่านจะไม่มีคำตอบตรงจากเรื่องที่เราอ่าน แต่เราสามารถสรุปประเด็นจากความรู้หรือข้อมูลที่โดยข้อสอบที่จะออกคือให้สรุปประเด็นจากหลักฐานหรือข้อมูลที่มี
4.Restating อ่านซ้ำอีกครั้ง ทุกภาษาในโลกในการพูดถึงความหมายเดียวกันอาจจะมีการพูดหรือประโยคที่แตกต่างกัน ดังนั้นเราต้องหาประโยคที่มีความหมายเหมือนกันแต่เขียนแตกต่างกัน
ตัวอย่าง
The landscape in Carolina not unlike the landscape in Scotland. จะมีความหมายเหมือนกับประโยค The landscape in Carolina like the landscape in Scotland. (เพราะ not unlike แปลว่าไม่ไม่เหมือน = เหมือนนั่นเอง) ประโยคหลังจึงเป็น Restating ของประโยคแรก
Florida has more lake than the another state. Another have less lake than Florida.
รัฐฟลอริดามีทะเลสาบมากว่ารัฐอื่นๆ มีความหมายเหมือนกับ รัฐอื่นๆทะเลสาบน้อยกว่ารัฐฟลอริด้า
5.Reading for main idea การอ่านเพื่อจับใจความสำคัญ (เป็นเทคนิคที่สำคัญมากๆ)
หลังจากอ่านแบบคร่าวๆเราจะได้ความกว้างว่าเรื่องที่เราอ่านเกี่ยวกับเรื่องอะไร เราสามารถระบุหัวเรื่องได้ แต่การอ่านเพื่อจับใจความสำคัญเป็นการบอกว่าผู้เขียนต้องการแสดงความคิดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนั้น หรือประเด็นสำคัญของผู้เขียนคืออะไร
ในการหาความคิดสำคัญของผู้เขียนให้เราตอบคำถามที่มีความหมายเดียวกันคือ
What is a main idea? ความคิดสำคัญของเรื่องคืออะไร
What is a subject? เรื่องที่อ่านเกี่ยวกับอะไร
What is a topic? ชื่อเรื่องคืออะไร
What would be a good title? ถ้าจะให้ตั้งชื่อเรื่องจะตั้งว่าอย่างไร
** ให้ดูแบบฝึกหัดหน้า 13 ให้หา main Idea (ผู้ถอดเทปไม่มีเอกสารในมือให้ดูในหนังสือประกอบนะคะ เพราะอาจจะมีการฟังผิดได้**)
ข้อ B From the early time men have travel on water. They made there settlement near water and they used it for there animal and plant. Later on the rivers and then the see became men highway. Was have been west and pre-design and civilization have live and die or because of water.
คำตอบ the important of water for man คือความสำคัญของน้ำสำหรับมนุษย์
ข้อ E หน้า 14 คำตอบคือ ข้อ D เป็นเรื่องเกี่ยวกับโอกาสในการทำ OPAL
6.Topic Sentence การหาประโยคหลัก
ในการเขียนข้อเขียนนักเขียนจะมีหัวเรื่องอยู่ในใจ และในหัวเรื่องนั้นก็จะมีหัวข้อย่อยมากมาย เช่นในเรื่องการปกครองจะมีทั้งการปกครองแบบกษัตริย์ แบบเผด็จการ หรือแบบประชาธิปไตย
เราอาจจะเลือกการปกครองแบบประชาธิปไตยมาเป็นมาเป็นหัวข้อๆ และหัวข้อที่เราเขียนจะมี Main Idea ปรากฎอยู่เสมอ ซึ่งอาจจะอยู่ตรงต้นเรื่อง ตอนท้ายเรื่อง หรือกลางๆของเรื่อง แต่นักเขียนที่นิยมเขียนเอาไว้ต้อนต้นเรื่อง
ดังนั้นเราจะต้องหาประโยค Topic sentence คือประโยคที่บอกถึง main Idea
ตัวอย่าง
Memory is a fundamental factor in intelligent. Without it there hardly any intelligent ……….
ประโยคแรกคือความจำเป็นพื้นฐานที่สำคัญของความฉลาด เป็นประโยคสำคัญที่สุด และเขียนเอาไว้ต้นเรื่อง ส่วนประโยคอื่นๆจะเป็นประโยคขยายเรื่องความจำเป็น
การอ่านถ้าเราสามารถจับประโยคหลักได้ก็จะง่ายในการทำความเข้าใจกับเรื่องทั้งหมด
(ช่วงนี้อาจารย์ยกตัวอย่างเรื่องที่วางประโยคสำคัญเอาไว้ข้างหลังกับเรื่องที่เอาประโยคสำคัญเอาไว้ตรงกลางๆ)
ทั้งนี้เวลาคนจะเขียนบทความ หรือ Essay จะประกอบด้วย
1.ความนำ หรือ An introductory paragraph
2.ตัวเนื้อเรื่อง A body
3.บทสรุป A concluding paragraph
เวลาเราอ่านเราก็ต้องแยกทั้ง 3 ส่วนออกจากกันให้ได้
***
ศัพท์น่าสนใจ
Victim เหยื่อ
Sleepy ง่วงนอน
Guess การคาดเดา
Look up เปิดดู
(ช่วงท้ายอาจารย์แบ่งกลุ่มทำงาน )
Offline Profile Quote Post Goto Top
 
modmint
Administrator
คำบรรยายวิชา PS 504 ภาษาอังกฤษทางรัฐศาสตร์
ดร.อัจฉรา ไล่สัตรูไกล วันที่ 7 มิถุนายน 2551 ภาคเช้า+บ่าย

อาจารย์ให้ทำงานกลุ่มโดยอ่านบทความเรื่อง ประชาธิปไตยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยให้หา Main Idea และย่อความ (Summary) เพื่อมานำเสนอหน้าชั้นเป็นภาษาอังกฤษ และส่งรายงานให้อาจารย์
******
ประชาธิปไตยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Democratic in Southeast Asia)
ลักษณะของระบอบประชาธิปไตย
ถ้าพูดถึงการเมืองแล้วคำที่แพร่หลายมากที่สุดคือคำว่าประชาธิปไตย แต่ความเข้าใจแท้จริงเกี่ยวกับประชาธิปไตยอาจจะยังไม่ได้เกิดขึ้นกับประชาชนทั่วไป จึงต้องทำความเข้าใจว่าประชาธิปไตยคืออะไร
ประชาธิปไตยคือระบบการเมืองของสังคมซึ่งต้องมีหลักเกณฑ์ ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ที่จะทำให้คนในสังคมอาศัยอยู่อย่างปรองดองกัน มีอิสระ มีความภาคภูมใจในเกียรติยศของตนเอง
ในเรื่องของความเสมอภาคระหว่างชาย-หญิงถือเป็นหลักการอันดับแรกของสังคมประชาธิปไตย ดังคำพูดที่ว่า “ all man are created equal” หรือมนุษย์ทุกคนเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะจน รวย มีการศึกษาหรือไม่มีการศึกษาก็ตาม
นอกจากมีสิทธิ (Rights ) แล้วประชาชนในประชาธิปไตยต้องมีหน้าที่ด้วย และทึกคนได้รับประกันว่าต้องมีเสรีภาพ มีอิสระในการเลือกที่อยู่อาศัย การนับถือศาสนา และการวิถีชีวิต มีสิทธิเสรีภาพในการรวมกลุ่มและการแสดงออกซึ่งความต้องการของกลุ่ม
รัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยต้องเป็นรัฐบาลของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน (of the people ,by the people and for the people) ดังคำพูดของประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอนด์
เดวิด อีสตันบอกว่ารัฐบาลของประชาชนหมายถึงอำนาจเป็นของประชาชน (power belong the people) ซึ่งชี้ให้เห็นว่าใครก็ตามที่มาปกครองนั้นเป็นแค่ตัวแทนของประชาชนที่เป็นเจ้าของอำนาจ และประชาชนสามารถถอดถอนรัฐบาลได้หากรัฐบาลทำไม่ถูกต้อง
ในสังคมประชาธิปไตยเป็นสังคมที่จะต้องอดทนและยอมรับความแตกต่างในสังคม ทั้งในเรื่องเชื่อชาติ ความคิดเห็น ความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณี ดังนั้นในสังคมแบบพหุนิยม (Plural Society) ความขัดแย้งในเรื่องผลประโยชน์ (Conflicts of interest) จะเกิดขึ้นเป็นเรื่องธรรมดา
อย่างไรก็ตามสังคมประชาธิปไตยเสียงส่วนใหญ่ต้องเคารพเสียงส่วนน้อย
การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในสังคมประชาธิปไตยทำได้โดยการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล และการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลจะต้องดำเนินการโดยวิธีการที่สันติ การปฏิวัติ (Revolution) หรือการรัฐประหาร ( Coupd’eta ) ไม่ใช่หนทางของประชาธิปไตย
ประชาธิปไตยแบ่งออกเป็น 3 ระดับ
ระดับแรก เป็นระดับที่พึงปราถนา (ใน Text ใช้คำว่า Ideal Democracy) ซึ่งนักปรัชญา (Philosopher) ไม่ว่าจะเป็น อริสโตเติล, เพลโต ,จอห์น ล๊อค, มองเตสกิเออ ,ชองค์ ชาร์ค รุสโซ, โธมัส เจเฟอร์สัน แม้กระทั่งประธานาธิบดีอับราอัม ลินคอนด์ ต้องการจะเห็นสังคมแบบนี้ เนื่องจากเป็นรูปแบบการปกครองที่ให้ประโยชน์กับสังคม
หลักการของประชาธิปไตยในระดับนี้คือความเสมอภาคภายใต้กฎหมาย (equality before the law) เสรีภาพ (Freedom) ความเสมอภาค และประชาธิปไตยที่แท้จริงรัฐบาลต้องมาจากประชาชน ทำหน้าที่เพื่อประชาชน
ระดับที่ 2 คือระดับของประชาธิปไตยไปใช้ในประเทศตะวันตก ซึ่งบางประเทศประสบความสำเร็จในการนำเอาแนวคิดแบบประชาธิปไตยซึ่งเป็นอุดมคติไปใช้กับชีวิตจริง เช่นในอังกฤษ สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส แต่มันก็ไม่ถึงจุดที่เป็นอุดมคติตามแนวคิดของนักปรัชญาแต่อย่างใด เพราะการเมืองในระบอบประชาธิปไตยยังเป็นการเมืองเฉพาะกลุ่มคนที่มีฐานะที่ดีในสังคม หรือเป็นระบอบอภิสิทธิชน (ใน Text ใช้คำว่า Elite ซึ่งหมายถึงชนชั้นนำ) เพราะคนเหล่านี้มีบทบาทในสังคมมากว่าคนส่วนใหญ่ของสังคม
ยกตัวอย่างคำพูดที่ว่า any American boy can hope to be the president. หรือ “ เด็กผู้ชายอเมริกันทุกคนฝันที่จะเป็นประธานาธิบดีได้”คำพูดนี้เป็นแค่ลมปากเท่านั้นในโลกแห่งความจริง
ระดับที่ 3 เป็นความพยายามนำเอาประชาธิปไตยแบบตะวันตก (Western Democracy) มาใช้ในประเทศที่สภาพแวดล้อมและวัฒนธรรมแตกต่างจากประเทศตะวันตก เช่นประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สิ่งที่เกิดขึ้นการนำไปสู่หนทางการเป็นเผด็จการ (Dictatorship)
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยุคดั้งเดิม (Traditional Southeast Asia)
ปัจจุบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประกอบด้วยประเทศเอกราช (Independent Countries) 11 ประเทศ ประกอบด้วย พม่า ประเทศไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย บรูไน ฟิลิปปินส์ และติมอร์ตะวันออก
ก่อนจะได้รับอิทธิพลจากประเทศตะวันตก ประเทศเหล่านี้ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมของอินเดียและจีนผสมผสานกับความเชื่อของแต่ละประเทศ และอิทธิพลนี้ได้ก่อตัวเป็นวัฒนธรรมของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม้ว่าแต่ละประเทศจะมีความแตกต่างในเรื่องของภูมิประเทศ ศาสนา ประวัติความเป็นมารูปแบบการดำรงชีวิต แต่ก็พอจะมีลักษณะบางอย่างร่วมกัน
กล่าวคือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ส่วนใหญ่จะปรากฏระบบอุปถัมภ์ (Patron-Client) อยู่ในสังคม
ระบบอุปถัมภ์หมายถึงระบบความสัมพันธ์ในสังคมที่แบ่งคนออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นคนจำนวนน้อยที่มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมสูง มีสิทธิและอำนาจในการปกครองหรือเป็นพวกปกครอง ในขณะที่คนส่วนใหญ่จะถูกจัดเป็นผู้ถูกปกครองจะไม่มีฐานะทางเศรษฐกิจ ไร้การศึกษา มีสถานะทางสังคมที่ต่ำต้อย ชีวิตความเป็นอยู่ของคนที่ถูกปกครองจะขึ้นอยู่กับคนที่ปกครอง
ความสัมพันธ์ดังกล่าวเป็นความสัมพันธ์แบบเต็มใจโดยไม่ได้มีกฎหมายมารองรับ แต่ทั้ง 2 ฝ่ายต่างพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน แต่ความสัมพันธ์ดังกล่าวทำให้สังคมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่รวมกันอย่างสงบสุข แต่จะเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมกัน ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่ขัดกับประชาธิปไตย
ประชาธิปไตยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
หลังยุคอาณานิคมประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยกเว้นประเทศไทย (ซึ่งไม่ได้ตกเป็นเมืองขึ้น) ก็ได้รับเอกราช และนำเอารูปแบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยมาใช้ เนื่องจากมีประสบการณ์จากประเทศที่เข้ามาปกครอง เช่นฟิลิปปินส์และพม่า
ผู้นำของบางประเทศที่ถูกปกครองเหล่านี้เข้าไปมีส่วนร่วมในการปกครองของประเทศแม่บ้างแต่ไม่มากนัก แต่มีความคุ้นเคยกับวิถีทางแบบประชาธิปไตย จึงตัดสินใจนำเอาประชาธิปไตยมาใช้หลังจากเป็นเอกราช
ส่วนประเทศไทยที่ไม่ได้ตกเป็นเมืองขึ้น แต่ในสมัยรัชกาลที่ 7 คณะราษฎร์ที่ได้รับการศึกษาในต่างประเทศก็ต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณายาสิทธิราชย์ (Absolute Monarchy) จนทำให้เกิดการปฏิวัติ () เพื่อให้ประเทศเป็นประชาธิปไตยแบบรัฐสภา (Parliamentary Democracy)
สำหรับพม่าก็เลียนแบบการปกครองจากอังกฤษคือประชาธิปไตยแบบสภา ส่วนฟิลิปปินส์ใช้ระบบประธานาธิบดีตามสหรัฐอเมริกา
ทุกประเทศต่างอ้างว่าเป็นประชาธิปไตยแบบใดแบบหนึ่ง แต่มีลักษณะเป็นของตนเอง
แม้กระทั่งเวียดนามที่มีพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียวก็เรียกประเทศตัวเอง Democratic Republic of Vietnam (สาธารณะรัฐประชาธิปไตยเวียดนาม)
ส่วนบรูไนใช้ระบบกษัตริย์โดยมีสุลต่าน ยังคงเป็นระบอบสมบูรณายาสิทธิราช แต่เนื่องจากบรูไนมีทรัพยากรและเป็นประเทศที่มั่งคั่ง ประชาชนมีจำนวนน้อย ทำให้ประชาชนอยู่กันอย่างมีความสุข
ประเทศพม่า ได้รับเอกราชจากอังกฤษในปี 1948 และนำเอาระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภามาใช้ แต่มีการต่อต้านจากพรรคคอมมิวนิสต์และชนกลุ่มน้อย (Minority Group) ทำให้ขาดเสถียรภาพทางการเมือง ในปี 1958 นายอูนุนายกรัฐมนตรีได้
พม่าจัดให้มีการเลือกตั้งในปี 1960 และนายพลอูนุได้เป็นผู้ปกครอง ต่อมาปี 1962 นายพลเนวินทำการรัฐประหาร ( Coupd’eta ) อำนาจและนำเอาระบอบเผด็จการ (Dictatorship) มาใช้โดยทหารปกครองประเทศมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งได้รับการต่อต้านจากประเทศตะวันตก
แม้ว่าจะมีการเลือกตั้งแต่ผู้นำฝ่ายค้านที่ได้รับการเลือกตั้งคือนางอองซาน ซูจีก็ไม่ได้รับอำนาจในทางการเมือง แต่ถูกรัฐบาลพม่ากักบริเวณ (House Arrest) ยาวนาน
ฟิลิปปินส์
ได้รับเอกราชจากสหรัฐอเมริกาอย่างสงบเมื่อปี 1946 และนำเอาระบอบประธานาธิบดี (Presidential System) มาใช้และถือว่าเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่นำเอาระบบประธานาธิบดีมาใช้ โดยผู้นำคนสำคัญๆ เช่น ประธานาธิบดีแมกไซไซ ประธานาธิบดีมาเกาปาเกา (บิดาของประธานาธิบดีคนปัจจุบันนางอาโรโย่)
อย่างไรก็ตามกระบวนการประชาธิปไตยของฟิลิปปินส์สะดุดลงระยะหนึ่งเมื่อประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส ประกาศใช้กฎอัยการในปี 1973 มาร์กอสใช้กฎอัยการศึกแต่ได้รับการต่อต้านทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ (มีการประท้วงจนมาร์กอสต้องหลบหนีออกประเทศ)
ปี 1986 นางคอราซอน อาคีโน (ภรรยาของเบนนิโย อาคิโนผู้นำในการประท้วงต่อต้านมาร์กอส ซึ่งถูกยิงตาย) ชนะการเลือกตั้ง ในช่วงนี้การเมืองของฟิลิปปินส์ไม่มีเสถียรภาพมากนัก โดยผู้นำที่สืบต่อระบอบประธานาธิบดีของฟิลิปินส์ต่อจากนางคอราซอนคือ ประธานาธิบดีฟิเดล รามอส ประธานาธิบดีเอสตราด้า และมาถึงนางกลอเรีย อาโรโย่ในปัจจุบัน
อินโดนีเซีย
ได้รับเอกราชจากเนเธอร์แลนด์ในปี 1945 โดยประธานาธิบดีซูการ์โน และนำเอาระบบรัฐสภามาใช้ แต่ในช่วงที่ซูการ์โนก็ยังใช้อำนาจเด็ดขาดจนเรียกว่า Guided Democracy (ประชาธิปไตยแบบนำวิถี)
เมื่อซูฮาร์โตก็ขึ้นมาสานต่ออำนาจจากซูการ์โนมีอำนาจแบบเบ็ดเสร็จ โดยเปิดโอกาสทหารเข้ามามีบทบาททางการเมืองและด้านทหาร
ในปี 1997 (2540) อินโดนีเซียประสบกับวิกฤติทางเศรษฐกิจทำให้เกิดการลุกฮือทางการเมือง (Political up rising) และทำให้ซูฮาร์โตต้องพ้นจากตำแหน่งที่ครองมายาวนาน 32 ปี
หลังยุคซูฮาร์โตอินโดนีเซียก็เข้าสู่ยุคของการปฏิรูป เริ่มต้นที่ประธานาธิบดีฮาบีบี ประธานาธิบดีเมกาวาตี ซูการ์โนบุตรี และปัจจุบันระบบการเมืองของอินโดนีเซียเข้าสู่ระบบประธานาธิบดีที่มีการเลือกตั้งอย่างเต็มตัวภายใต้การนำของนายซุลสิโล บังมัง ยุดโดโนโย
มาเลเซีย
ได้รับเอกราชจากอังกฤษในปี 1957 และนำเอาระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภามาใช้ ในมาเลเซียได้มีปัญหาความขัดแย้งทางเชื้อชาติระหว่างคนกลุ่มน้อยคือคนจีนและคนอินเดีย แต่โดยภาพรวมการเมืองของมาเลเซียเป็นการเมืองที่มีเสถียรภาพพอสมควร (เนื่องจากมีพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียวที่เข้ามาบริหารประเทศอย่างยาวนานคือพรรคอัมโน)
สิงคโปร์
เป็นประเทศที่มีเสถียรภาพทางการเมืองสูงมาก (Political Stability) เนื่องจากมีผู้นำที่เป็นพลเรือนปกครองประเทศมายาวนานคือลีกวนยู การมีพรรคการเมืองพรรคเดียวคือพรรคกิจประชาชน (People Action Party) ทำให้สิงคโปร์ได้ชื่อว่าเผด็จการทางรัฐสภา ปัจจุบันผู้นำเปลี่ยนมาจากโก๊ะ จ๊ก ตงมาเป็นนายลีเซียนลุงลูกชานของลีกวนยู
กัมพูชา
ได้รับเอกราชจากฝรั่งเศสในปี 1954 กษัตริย์นโรดม สีหนุปกครองประเทศมาระยะหนึ่ง จนกระทั่งทหารเข้าทำการรัฐประหารในปี 1970 จากนั้นเขมรแดงก็เข้ายึดอำนาจและนำประเทศเข้าสู่ระบอบคอมมิวนิสต์ในปี 1975
การปกครองด้วยเขมรแดงเป็นเผด็จการที่รุนแรก เกิดการฆ่าประชาชนไปกว่า 1.7 ล้านคน ทำให้ต่อมารัฐบาลเขมรแดงต้องถูกโค่นโดยเฮงสัมรินและฮุนเซน และนำไปสู่การทำสงครามสู้รบอย่างยาวนาน
ปัจจุบันกัมพูชาเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาโดยมีฮุนเซ็นนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันเข้ากุมอำนาจแบบเบ็ดเสร็จ หลังจากสามารถขจัดเจ้านโรดม รณฤทธิ์ คู่แข่งทางการเมืองคนสำคัญซึ่งปัจจุบันหนีออกไปนอกประเทศจากข้อหา
ประเทศลาว
หลังจากได้รับเอกราชในปี 1954 ลาวพยายามที่จะปรองดองและเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้ง แต่ก็เกิดสงครามกลางเมือง (Civil War) ระหว่างพวกที่มีอุดมการณ์ที่เป็นซ้ายและขวา จนกระทั่งปี 1975 ลาวก็กลายเป็นประเทศที่ปกครองในระบอบสังคมนิยม โดยพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียว
ประเทศไทย
นักศึกษาที่ได้รับการศึกษาในต่างประเทศได้ร่วมมือกับข้าราชการและทหารทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบกษัตริย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 แต่หลังจากปี 2476 อำนาจในทางการเมืองก็ตกอยู่ในมือของผู้นำที่เป็นทหารอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นพลเอกพหลพลพยุหาเสนา จอมพลป. จอมพลสฤษดิ์ จอมพลถนอม โดยรัฐบาลพลเรือนเข้ามามีอำนาจในระยะเวลาสั้นๆ และการปกครองในระยะสั้นๆของพลเรือนก็ไม่ได้เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง (คนเขียนใช้สำนวนว่าเป็นการตกแต่งหน้าต่าง)
ในวันที่ 14 ตุลาคม 2514 ก็เกิดการประท้วงของนักศึกษา และ 6 ตุลาคม 2516 ทหารก็เข้ามามีอำนาจอีกครั้งจนกระทั่งถึงสมัยพลเอกเปรมที่ได้กล่าวว่า ผมพอแล้ว หลังการเลือกตั้งในปี 1988 (สมัยพลเอกชาติชาย) มีความหวังว่าทหารจะไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองแต่สุดท้ายก็เกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ
หลังจากนั้นประเทศไทยก็มีนายกที่มาจากประชาชนคือยุคนายชวน หลีกภัย ยุคนายบรรหาร ยุคพลเอกชวลิต มาจนถึงยุคพ.ต.ททักษิณ ซึ่งมีอำนาจมากในทางการเมือง การเมืองไทยเข้าสู่ระบบเผด็จการทางรัฐสภา
ติมอร์ตะวันออก
หลังได้รับเอกราชจากโปรตุเกส ติมอร์ตะวันออกก็ถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอินโดนีเซียในปี 1975 อย่างไม่เต็มใจและพยายามเรียกร้องเอกราช จนกระทั่งสหประชาชาติได้เข้ามาจัดการทำประชาพิจารณ์ในปี 2001 จทำให้ติมอร์ได้เอกราชจากอินโดนีเซีย และมีผู้นำคนแรกคือประธานาธิยดีซานานา กูดมาวน์
ติมอร์เป็นประเทศเอกราชประเทศล่าสุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
Offline Profile Quote Post Goto Top
 
modmint
Administrator
***พรรคการเมือง (Political Party) มีความสำคัญมากในระบอบประชาธิปไตย พรรคการเมืองแต่ละพรรคจะสะท้อนความคิดทางการเมืองของตนเองและสะท้อนแนวทางของสังคมด้วย
ตามหลักการการที่นักการเมืองคนไหนจะสังกัดพรรคอะไรขึ้นอยู่กับความนิยมชมชอบของนักการเมืองที่มีต่อพรรคนั้น
ดังนั้นการย้ายพรรค จึงเป็นเรื่องของการไม่มีจุดยืน ในประเทศตะวันตกการเปลี่ยนพรรคการเมืองเหมือนกับการเปลี่ยนแปลงแนวคิด ซึ่งจะมีผลต่อคนที่เคยเลือก ดังนั้นนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตยมักจะไม่ย้ายพรรค แต่เราจะเห็นในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นักการเมืองจะย้ายพรรคอยู่เสมอจนเป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นจนเป็นธรรมดา
ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นักการเมืองจะสังกัดพรรคการเมืองไหน ไม่ได้ใช้หลักการหรือนโยบาย แต่ใช้นักการเมืองจะมองว่าพรรคการเมืองนั้นมีสถานะที่จะเป็นรัฐบาลหรือไม่ หรือสามารถสนับสนุนทางการเงินให้กับตนเองได้หรือไม่
ผู้สมัครที่ได้รับเลือกตั้งจึงมักจะเป็นนายทุนท้องถิ่น เจ้าพ่อ หรือผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น
ประชาธิปไตยในประเทศพม่า
การปกครองแบบประชาธิปไตยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะมีความแตกต่างจากประชาธิปไตยในตะวันตกอย่างชัดเจน ทั้งรูปแบบและโครงสร้าง ในตะวันตกพรรคการเมืองจะทำหน้าที่รักษาผลประโยชน์ของประชาชนที่เลือกเขาเข้ามา แต่พรรคการเมืองและ ส.ส.ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ได้ทำหน้าที่ดังกล่าว
พรรคการเมืองและนักการเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พรรคการเมืองและนักการเมืองจะหาเสียงอย่างหนัก และมีการแข่งขันที่รุนแรงเพื่อให้ได้รับคะแนนเสียงมากที่สุดใน ในฤดูกาลเลือกตั้ง (Election Season) แต่หลังจากการเลือกตั้งพรรคการเมืองก็จะลืมสิ่งที่สัญญาเอาไว้ และบรรดาผู้ได้รับเลือกตั้งก็จะกลายเป็น ท่าน ส.ส. ผู้ทรงเกียรติ (honorable Members of parliament)
หลังเลือกตั้งความสนใจของ ส.ส.จะไปอยู่ที่หัวหน้าพรรคที่ทรงอิทธิพล ความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่คนเลือก แต่อยู่ที่การได้รับตำแหน่งในรัฐบาล จึงเกิดสิ่งที่เรียกว่าโควต้า ว่าใครจะได้รับการจัดสรรตำแหน่งอะไรบ้างตั้งแต่ รัฐมนตรี (Minister) รัฐมนตรี ช่วย (Deputy to Minister) เลขานุการรัฐมนตรีและผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรี รวมทั้งที่ปรึกษารัฐมนตรี
ในการเลือกตั้งประชาชนหวังที่จะเปลี่ยนแปลงสังคม เพราะการเลือกตั้งเป็นสิทธิที่มีคุณค่า (Precious Right) ในตะวันตกการเลือกตั้งมีความสำคัญ จนทำให้เกิดคำพูดว่า “give me liberty or give me death” หรือยอมตายหากไม่มีเสรีภาพ
แต่ประชาชนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่สนใจการเลือกตั้ง มองว่าการเลือกตั้งเป็นเรื่องไกลตัว จนรัฐบาลต้องออกกฎหมายบังคับให้ไปเลือกตั้ง และเมื่อจะออกไปใช้สิทธิก็ต่อเมื่อได้รับเงินเท่านั้นอย่างที่เรียกว่าเงินไม่มากาไม่เป็น (No Money No Vote) และผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งคือคนที่ใช้เงินมากที่สุด
ลักษณะดังกล่าวทำให้เกิดการคอรัปชั่น เนื่องจากนักการเมืองอยู่ในอำนาจที่จะออกคำสั่งในกระทรวง ขณะที่รัฐมนตรีก็จะได้รับการนับถือและความเชื่อถือจากบรรดาข้าราชการ เพราะคนเหล่านี้มีมีสิทธิที่จะให้คุณให้โทษกับข้าราชการ ทำให้ข้าราชการต้องสนองตอบต่อความต้องการของนักการเมืองเหล่านี้
สรุป
ข้อสังเกตดังกล่าวเป็นข้อสังเกตอย่างหยาบเกี่ยวกับประชาธิปไตยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่เมล็ดพันธ์ประชาธิปไตยไม่สามารถเติบโตได้ดี อาจจะต้องใช้เวลา และยังมีที่ว่างให้ประชาธิปไตยเติบโต แต่ในปัจจุบันประชาธิปไตยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จัดก็จะอยู่ในระดับ 3
****************
-The late president ประธานาธิบดีคนก่อน (เสียชีวิตไปแล้ว)
-The former president ประธานาธิบดีคนก่อน (ยังมีมีชีวิต)
-M.P. –Member of Parliament สมาชิกสภา
-Culture Crash ความขัดกันทางวัฒนธรรม
*****************
การวิเคราะห์คำ
ศัพท์แต่ละตัวจะเปลี่ยนแปลงไปเมื่อทำหน้าที่ต่างกัน ซึ่งบางครั้งศัพท์มีการเปลี่ยนแปลงเพียงแค่เพิ่ม Prefix เข้าไป เช่นคำว่า in/dis/un/pre
เช่นคำว่า
-correct แปลว่าถูกต้อง แต่ incorrect แปลว่าไม่ถูกต้อง
-history แปลว่าประวัติศาสตร์ ถ้า pre-history แปลว่ายุคก่อนประวัติศาสตร์
นอกจากนี้คำเปลี่ยนไปเมื่อเปลี่ยนคำลงท้าย เช่น Dictator แปลว่าคนที่เป็นเผด็จการ แต่ถ้า dictatorship แปลว่าระบอบเผด็จการ
-การเติม ion ก็จะทำให้คำนั้นๆกลายเป็นคำนาม
(ให้ไปดูเพิ่มเติมในเอกสารนะคะ)
*****
การสอบ
จะให้อ่านข้อความจากบทความ ทั้ง 2 เรื่อง คือประชาธิปไตยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และระบอบกษัตริย์ในสังคมไทย
ข้อสอบจะเป็น Choice เรื่องละ 10 ข้อ
อาจารย์จะตัดเอาบางย่อหน้ามาออก (เน้นตอนแรกๆ)

วิชา PS 504 การอ่านภาษาอังกฤษทางรัฐศาสตร์
Reading in Political Science
ดร.อัจฉรา ไล่สัตรูไกล วันที่ 13 มิถุนายน 2551

Reading Strategy
ช่วงแรกอาจารย์ทบทวนว่าการอ่านจะต้องใช้ทักษะหลายอย่าง คือ
1.ความรู้เรื่องโครงสร้างประโยค (Grammar) โดยต้องรู้ลักษณะของประโยค ชนิดของประโยค คือ
-ประโยคพื้นฐาน (Simple Sentence)
-ประโยคที่มีสองประโยคซ้อนกัน (Compound Sentence)
-ประโยคซับซ้อนหรือมีมากกว่า 2 ประโยครวมกัน ( Complex Sentence)
นอกจากนี้ยังต้องรู้จักชนิดของคำในประโยค หรือ (Parts of speech)
ในประโยคแต่ละประโยคจะมีคำชนิดต่างๆมาเรียงกันเพื่อให้ได้ความหมาย คำแต่ละคำจะทำหน้าต่างกันขึ้นอยู่กับชนิดของคำ ในประโยคทั่วไปที่มีความหมายมักจะประกอบไปด้วยคำที่ทำหน้าที่เป็นประธาน กิริยา และกรรม
คำในภาษาอังกฤษ มี 8 ชนิดคือ
-คำนาม (Noun) คำที่ใช้เรียก ชื่อคน สัตว์ สิ่งของ
-คำสรรพนาม (Pronoun)
-คำคุณสรรพ (Adjective) คือคำที่ขยายคำนามหรือสรรพนาม
-คำกิริยา (Verb) คำที่ใช้แสดงความเคลื่อนไหวของนามหรือสรรพนาม
-คำกิริยาวิเศษ (Adverb) คือคำใช้ขยาย คุณศัพท์หรือขยายกิริยาด้วยกัน
-คำบุรพบท (Preposition) คือคำที่ใช้บอกความสัมพันธ์กับนามและกิริยา
-คำสันธาน (Conjunction) คำที่ใช้เชื่อมระหว่างประโยคหรือระหว่างคำ
-คำอุทาน (Interjection) คำที่ใช้แสดงความรู้สึก
2.เข้าใจศัพท์ (Vocabulary)
โดยปกติเวลาอ่านเราจะไม่รู้ศัพท์ทุกตัว ตรงนี้อาจารย์ได้สอนเทคนิคการเดา (Guessing) โดยอาจจะใช้บริบทรอบๆศัพท์ตัวที่เราไม่รู้
Context คือที่อยู่รอบๆ คำศัพท์ อาจจะเป็นคำ เป็นประโยค เป็นวลี ซึ่งช่วยให้เราเห็นภาพกว้างของความหมายของศัพท์ที่เราไม่รู้ การคาดเดาเป็นเทคนิคที่สำคัญในการอ่านภาษาต่างประเทศ
3.มีภูมิหลังหรือความรู้เกี่ยวกับเรื่องที่อ่านบ้าง (Background)
ตัวอย่าง
จากประโยค Synonym is a word of the same meaning. เราไม่รู้ความหมายของศัพท์คำว่า Synonym แต่เราเข้าใจทันทีเพราะ is a word of the same meaning จะบอกว่า Synonym หมายถึงคำที่มีความหมายเหมือนกัน
แบบฝึกหัด
อาจารย์ให้นักศึกษาอ่าน เรื่องผู้พันแซนเดอร์เจ้าของ KFC จากนั้นให้เดาความหมายของศัพท์ที่ไม่รู้จัก โดยดูจากบริบทที่อยู่รอบๆศัพท์นั้น และระบุให้ได้ว่าบอกว่าจะเข้าใจศัพท์ที่ไม่รู้นั้นจากบริบทอะไร
ทบทวนกลยุทธ์ในการอ่าน
1. การเดาจาก Context Clue
Context คือที่อยู่รอบๆ คำศัพท์ อาจจะเป็นคำ เป็นประโยค เป็นวลี ซึ่งช่วยให้เราเห็นภาพกว้างของความหมายของศัพท์ที่เราไม่รู้ การคาดเดาเป็นเทคนิคที่สำคัญในการอ่านภาษาต่างประเทศ
2.Scanning for Detail
คือการกวาดสายตาไปสิ่งที่ต้องการหา ให้ดูไปที่คำถามและหาคำที่บอกเนื้อหาตามคำถาม ก็จะช่วยให้เข้าใจศัพท์ได้มากขึ้น
3.Making inference การสรุปประเด็นจากหลักฐานที่มร
4.Retesting การอ่านซ้ำ
5.Reading for main Idea อ่านจับใจความสำคัญของเรื่อง
6.Finding the topic Sentence คือการหาประโยคหลักของแต่ละเรื่อง ซึ่งอาจจะอยู่ต้นเรื่อง อยู่ตรงกลาง หรือที่ตอนท้ายก็
กลยุทธ์ในการอ่านต่อ
7.เทคนิคการวิเคราะห์คำ
ทั้งนี้ศัพท์แต่ละตัวจะเป็นศัพท์ที่เป็นคำพื้นฐาน (Stem /Root หรือ Based)แต่ฐานรากเหล่านี้จะมีความหมายเปลี่ยนแปลงได้หากมีอักษรที่มาเติมข้างหน้า (Prefix) หรือเติมข้างหลัง (Suffix)
ตัวอย่าง
-คำว่า Pay แปลว่า แต่ถ้าเติม re เป็น Repay แปลว่าจ่ายซ้ำแต่ถ้าเติม ment เป็น Payment แปลว่าการจ่าย (จะเปลี่ยนจากกิริยาเป็นคำนาม)
-คำว่า Dict แปลว่าการพูด คำว่า Dictator คือคนที่ชอบสั่งให้ทุกคนทำตามซึ่งหมายถึงเผด็จการ
-คำว่า Tele แปลว่าไกล Telegraph แปลว่าเขียนมาจากทางไหล หมายถึงโทรเลข
-Bio แปลว่าชีวิต logy แปลว่าศึกษา มารวมกันเป็น Biology แปลว่าชีวิทยา
-Work แปลว่างาน เติม er = worker คนงาน
-Celebrate แปลว่าเฉลิมฉลอง เติม Celebration แปลว่าการเฉลิมฉลอง
8.การเดาความหมายจากเครื่องหมายวรรคตอน (Punctuation)
เครื่องหมายวรรคตอนแต่ละเครื่องหมายจะช่วยให้เราอ่านเข้าใจได้ง่ายมากขึ้น เพราะแต่ละเครื่องหมายจะนำมาใช้โดยมีวัตถุประสงค์แตกต่างกัน
เช่น
-Commas ( , )
-Quotation Mark ( “ “ ) หรือเครื่องหมายแสดงคำพูด
-Dashes ( - )
-Parentheses () เครื่องหมายวงเล็บ
-Colon ( : )
-Semi Colon ( ;)
เครื่องหมายเหล่านี้จะช่วยในการเป็นสื่อความหมาย เช่น
-Commas ( , )
, ใช้เพื่อแบ่งคำ เป็นการแสดงว่าคำเหล่านี้เป็นประเภทเดียวกันโดยคำสุดท้ายจะมี and เป็นตัวเชื่อม
: ประโยคที่ตามหลัง : เป็นคำอธิบายหรือยกตัวอย่างสิ่งที่มาก่อนหน้าเครื่องหมาย
; เซมิโคลัลจะใช้แทนการจบ (ภาษาไทยใช้การเว้นวรรค) แต่ยังไม่จบสมบูรณ์ (ต่างจาก stop)
เป็นต้น
9.การวิเคราะห์คำที่ส่งสัญญาณ (Signal Word) เช่น
-คำว่า and ,to ,or, so ,more over…. เป็นคำที่ใช้เพื่อเพิ่มข้อมูล เช่น
Tom is a clever boy more over he is very honesty always dose duty. ทอมเป็นเด็กฉลาดแล้วยังซื่อสัตย์และทำตามหน้าที่
คำที่เหล่านี้จะเป็นคำที่มีความหมายเดียวกับคำข้างหน้า
ส่วนคำประเภท yet but however คำที่ต่อต้านด้วยคำเหล่านี้จะขัดแย้งหรือตรงข้ามกับคำที่มาข้างหน้า เช่น
Tom is handsome boy however no body like him because his behavior.
ทอมเป็นเด็กหน้าตาดีแต่ไม่มีใครชอบเพราะความประพฤติของเขา (ไม่ดี)
10.การเปิด Dictionary ถือเป็นเครื่องมือสุดท้ายที่จะช่วยให้เราอ่านอย่างเข้าใจ
ดิกชั่นนารีจะมีทั้งแบบย่อและแบบสมบูรณ์ที่เรียกว่า Unabridged Dictionary ฉบับสมบูรณ์ จะบอกถึงที่มาของคำแต่ละคำด้วย นอกจากบอกว่าความหมายของคำ ชนิดของคำ การออกเสียง
การพิจารณาโครงสร้างของบทความ (Essay)
เมื่อเราจะอ่านบทความให้ย้อนกลับไปคิดถึงวิธีการเขียนของคนเขียน ซึ่งโดยปกติ เวลาเขียนในแต่ละย่อหน้า (Paragraph) จะมีประโยคที่เป็นใจความสำคัญ (Topic Sentence) ของแต่ละย่อหน้า จากนั้นก็จะมีประโยคสนับสนุน (Support Sentence) และมีประโยคสรุป (Concluding Sentence )
เวลาเขียนเป็นบทความมักจะมีองค์ประกอบคือ
-Introduction ส่วนนำ ก็จะประกอบด้วยมีประโยคทั่วๆไป (General Sentence) และมีประโยคสำคัญ แต่เรียกว่า Thesis Statement
-ส่วนที่เป็นเนื้อเรื่อง (Body ) ก็จะเป็นการนำเอาประโยคสนับสนุน (Support Sentence) มาขยายความ
-ส่วนที่เป็นบทสรุป (Conclusion)
**ดังนั้นถ้าอ่านย่อหน้าหรือ Paragraph เราต้องหา Topic Sentence ให้ได้
** ถ้าอ่านบทความจะต้องหา Thesis Statement ให้ได้
เช่นเดียวกับการเขียนข่าวในแต่ละข่าวจะประกอบด้วย
-หัวข้อข่าว (พาดหัวข่าว)
-บทนำข่าว (ภาษานักข่าวเรียกว่าโปรย) ซึ่งจะบอกคร่าวๆว่าใคร ทำอะไรที่ไหน เมื่อไหร่
-ตัวเนื้อข่าว (body)
****
ศัพท์น่าสนใจ
Fluent คล่องแคล่ว
Offline Profile Quote Post Goto Top
 
Teresita

Internet Pharmacy. lortab detox at home tells about lortab detox at home. online pharmacy mexico is devoted to online pharmacy mexico. buy cheap sibutramine online is focused on buy cheap sibutramine online. springfield metronidazole tells about springfield metronidazole. carisoprodol street value is about carisoprodol street value. drug interactions contains information on drug interactions. ionamin is about purchase ionamin. penis enlargement pill contains information on generic penis enlargement pill.
Offline Profile Quote Post Goto Top
 
1 user reading this topic (1 Guest and 0 Anonymous)
« Previous Topic · PS504 · Next Topic »
Add Reply


Theme Silt created by tiptopolive of IDS